24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 2 เมษายน 2568
>> รถโดยสารมินิบัส เสียหลักหลุดโค้งคว่ำลงข้างทาง โชเฟอร์ร่างกระเด็นออกมาเสียชีวิตนอกรถ ตรวจสอบไม่พบผู้โดยสาร
08.30 น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าบอน ตรวจสอบอุบัติเหตุรถมินิบัสพลิกคว่ำลงข้างทาง ริมถนนสายเพชรเกษม ฝั่งขาขึ้น กทม. บริเวณโค้งแขวงการทางป่าบอนฝั่ง หมู่ที่ 3 ตำบลหนองธง อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง
ที่เกิดเหตุ พบรถโดยสารมินิบัส สีขาว ป้ายทะเบียน จังหวัดกระบี่ เป็นรถขนส่งในเส้นทางสาย อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ปลายทางจังหวัดกระบี่ อยู่ในสภาพพลิกตะแคงข้างอยู่ในป่ารกข้างทาง
ใกล้เคียงพบร่างของคนขับกระเด็นออกมาจากตัวรถ ตรวจสอบเอกสาร เป็นชายไทย อายุประมาณ 65 ปี ภูมิลำเนาชาวจังหวัดสงขลา สวมใส่เสื้อกักโชเฟอร์ นอนเสียชีวิตอยู่ในป่าใกล้กับจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้นำร่างขึ้นมาก่อนนำไปโรงพยาบาลป่าบอนเพื่อชันสูตรเพิ่มเติม และติดต่อญาติรับทราบ
สอบถาม ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งมาพบเหตุคนแรก เล่าว่า ตนอยู่บ้านใกล้กับจุดเกิดเหตุ ตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่ได้ยินเสียงรถชนหรือรถลงข้างทางเลย ปกติหากเกิดอุบัติเหตุจะได้ยินเสียงชัด และจะออกมาช่วยเหลือ เมื่อเช้าตนขับรถผ่านก็เห็นป่ารกข้างทางมันโล่งเตียนแปลกๆ และหันไปสังเกต พบว่ามีรถมินิบัส เสียหลักพลิกคว่ำอยู่ ตนจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบทันที
>> นายกฯ เยี่ยมและให้กำลังใจญาติ ผู้ประสบภัยตึก สตง. ที่ศูนย์พักคอย ย้ำรัฐบาลพร้อมช่วยเหลือเต็มที่
11.00 น. ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ก่อนเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ไปติดตามความคืบหน้าการค้นหาผู้สูญหายจากเหตุการณ์ ตึก สตง.แห่งใหม่ถล่ม และให้กำลังใจญาติผู้สูญหายที่เดินทางมาจากหลายจังหวัดเพื่อมาติดตามการค้นหา บริเวณเต็นท์พักคอยที่ทางกรุงเทพมหานครจัดเตรียมไว้ให้
โดยนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยสอบถามและให้กำลังใจกับบรรดาญาติของผู้สูญหาย พร้อมบอกให้ทุกคนดูแลตัวเอง อย่าลืมกินข้าวกินน้ำด้วยจะได้ไม่ป่วย และทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ยืนยันจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้สอบถามเจ้าหน้าที่ประจำเต็นท์พักคอยว่ามีญาติมาติดตามการค้นหาทั้งหมดกี่คนเบื้องต้นมีคนมาลงทะเบียนไว้ทั้งหมด 73 คน
>> นายกฯ ต้อนรับ นายกฯ เนปาลเยือนไทย หนุนความร่วมมือการค้า-ลงทุน-ท่องเที่ยว
11.40 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายเค พี ศรรมะ โอลี นายกรัฐมนตรีเนปาล ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามและการแลกเปลี่ยนความตกลงร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน จำนวน 8 ฉบับ ครอบคลุมด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การแพทย์ การศึกษา การค้า และอุตสาหกรรม
นายกฯ ทั้งสองฝ่าย ได้หารือถึงความร่วมมือรอบด้าน พร้อมเน้นย้ำถึงการเสริมสร้างความร่วมมือทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ มั่นใจว่า การเยือนไทยครั้งนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและความตั้งใจของไทย-เนปาล ในการเดินหน้าความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว
นอกจากนี้ นายกฯ ไทย ขอบคุณเนปาลที่สนับสนุนไทยในฐานะประธาน BIMSTEC พร้อมยืนยันในการทำงานร่วมกับ BIMSTEC อย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกรอบการประชุม และผลักดัน BIMSTEC ให้เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค
>> บุกทลายโกดังทุนจีน เปิดศูนย์กระจายสินค้าไม่ได้รับมาตรฐาน ยึดปืนปลอม-ยาเสริมหน้าอกเพียบ
13.00 น. สภ.บางละมุง พร้อมด้วย สนธิกำลังฝ่ายปกครอง ร่วมกันนำหมายค้นศาลจังหวัดพัทยา เข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังสืบทราบว่ามีทุนจีนลักลอบเอาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ตั้งฐานกระจายสินค้าให้กับผู้บริโภค ผ่านแอพพลิเคชั่นชื่อดัง
จากการตรวจค้นพบว่าเป็นโกดังขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ชานเมือง ภายในออฟิศเจอ ชาย อายุ 32 ปี ชาวจีนกำลังนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ส่วนตัวโกดังมีพนักงานคนไทยจำนวน 3 คน แยกเป็นชาย 2 หญิง 1 ทำหน้าที่นั่งแพ็คสินค้าตามออเดอร์ลูกค้า ตรวจสอบภายในโกดังพบสินค้าหลายหมื่นชิ้น เช่น ทรายแมว พาวเวอร์แบงค์ เครื่องนวดไฟฟ้า ผลไม้พวกทุเรียนทอดกรอบ และสตอเบอรี่อบแห้ง
นอกจากนี้ สามารถตรวจยึดสิ่งเทียมอาวุธปืน ที่สามารถนำไปดัดแปลงเป็นอาวุธปืนจริงจำนวนหลายลังมากกว่า 100 กระบอก และยาอาหารเสริมหน้าอกสำหรับผู้หญิงรักความสวยงาม เบื้องต้นจึงประสานงานสาธารณสุขเก็บตัวอย่างยาชนิดดังกล่าวไปส่งศูนย์วิทยาศาสตร์ในการตรวจสอบหาสารอันตราย หากพบว่าสินค้าไม่ได้รับมาตรฐาน หรือได้รับการรับรองจากหน่วยงานของภาครัฐ ก่อนจะอายัดสินค้าบางส่วนที่ต้องสงสัยว่าไม่ได้รับมาตรฐานไปตรวจสอบเพิ่มเติม
สอบสวนทราบว่า ชายชาวจีนคนดังกล่าว ซึ่งมาทำงานคุมโกดังด้วยวีซ่าท่องเที่ยว 60 วัน ส่วนพนักงานคนไทยจะทำหน้าที่แพ็คสินค้าตามออเดอร์ จากสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพ โดยมีบอสคนจีนเป็นนายทุน อย่างไรก็ดี ตำรวจจะเร่งสอบสวนขยายผลนายทุนชาวจีน และโกดังเก็บสินค้าในพื้นที่ พร้อมนำสินค้าต้องสงสัยไปส่งตรวจการนำเข้า ซึ่งว่าสินค้าส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศจีน ก่อนควบคุมตัว ชายชาวจีนผู้ดูแลโกดัง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ฐานความผิดทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต.
>> รัฐบาลสั่งคุมเข้ม ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาวัสดุก่อสร้าง หลังแผ่นดินไหว
13.06 น. นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์เร่งดูแลกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เพื่อไม่ให้ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ได้เข้าไปดูแลและประสานผู้ประกอบการ ห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างแล้ว
นอกจากนี้ พณ. ยังประสานให้ผู้ประกอบการเตรียมสต๊อกสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้พร้อมทั้งจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าที่จำเป็น อาทิ วัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมบ้านและทำความสะอาด รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น น้ำดื่ม วัตถุดิบอาหาร เป็นต้น
นายอนุกูล กล่าวว่า หากพบผู้กระทำความผิดจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ทางสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 ทางแอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด
>> กวดขันเข้ม จับกุมรถบรรทุกน้ำหนัก 70,240 กก. เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด
13.08 น. ตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ร่วมกันจับกุม ชาย อายุ 30 ปี ในความผิดฐาน “ใช้ยานพาหนะน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด” โดยจับกุมได้ บริเวณทางหลวง 3233 กม.16 ต.บ้านหลวง อ.ดอนตูม จ.นครปฐม
สืบเนื่องจาก ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกปฏิบัติหน้าที่ พบรถบรรทุกพ่วงมีลักษณะต้องสงสัยมีการบรรทุกสิ่งของที่มีน้ำหนักมากผิดปกติ จึงได้ให้สัญญาณหยุดรถเพื่อขอตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่าผู้ต้องหาได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถส่วนบุคคลชนิดที่ 3 เจ้าหน้าที่พบพิรุธต้องสงสัยว่าน้ำหนักของรถบรรทุกจะเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจึงขอตรวจสอบใบชั่งน้ำหนักรถบรรทุกคันดังกล่าว แต่ผู้ขับขี่ แจ้งว่าไม่มีใบชั่งน้ำหนักมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ดู
เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้ให้ผู้ขับขี่ นำรถเข้าชั่งน้ำหนักผลปรากฏว่ารถบรรทุกและลูกพ่วง มีน้ำหนักรวม 70,240 กิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมพร้อมตรวจยึดรถบรรทุกและสิ่งของที่บรรทุกไว้เป็นของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.กำแพงแสน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> DSI รับทำคดีตึก สตง. ถล่ม สั่งสอบสวน 3 ฐานความผิด หลังพบข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ
14.00 น. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภคและโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยถึง กรณีอาคารสำนักงานอาคารตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ความสูง 30 ชั้น มูลค่างานก่อสร้าง 2,136 ล้านบาท ที่กำลังก่อสร้างถล่มหลังเหตุแผ่นดินไหว เป็นคดีพิเศษ ณ บริเวณหน้าห้องประชุม 1 ชั้น 1 อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ
โดย พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยว่า ภายหลังจากเมื่อวานนี้ที่มีการประชุมมอบหมายภารกิจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างถล่ม ขณะนี้ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะรับคดีพิเศษ ในประเด็นเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
เนื่องจากพบข้อเท็จจริงว่ากรรมการของนิติบุคคลของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งมีการจดทะเบียนเป็นกิจการร่วมค้าฯ กับนิติบุคคลของประเทศไทย ในนามกิจการร่วมค้า itd-crec และเข้าเป็นคู่สัญญาในการก่อสร้างนั้น มีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้น ร้อยละ 51 ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าบุคคลสัญชาติไทยดังกล่าวจำนวน 3 คน มีการเข้าไปเป็นกรรมการและถือหุ้นในบริษัทอื่นๆ ร้อยละ 51 ร่วมกับนิติบุคคลต่างชาติอีกเป็นจำนวนมาก ไม่สอดคล้องกับสถานะทางเศรษฐกิจของแต่ละคน
จึงมีเหตุที่จำเป็นต้องทำการสอบสวนให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เป็นกรณีถือหุ้นหรือทุนแทนนิติบุคคลต่างชาติ ซึ่งจะทำให้นิติบุคคลดังกล่าวมีฐานะเป็นคนต่างด้าว ตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งมีบทบัญญัติห้ามดำเนินธุรกิจการก่อสร้าง รวมทั้งขยายผลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ว่าเข้าข่ายความผิดทำให้เกิดการแข่งขันราคาอย่างไม่เป็นธรรม และมีการนำวัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมาใช้ในการดำเนินการหรือไม่ต่อไป
ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะมีการประชุมกำหนดแนวทางและประเด็นการสอบสวนโดยด่วนต่อไป
>> กองทัพเรือ สั่งตรวจสอบอาคาร บก.พลาธิการทหารเรือ หลังผู้รับเหมาเป็นรายเดียวกับตึก สตง.ถล่ม
15.01 น. พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เสนาธิการกองทัพเรือ เปิดเผยว่า พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารกองบังคับการ กรมพลาธิการทหารเรือ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่บริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่สร้างตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เกิดเหตุถล่ม
อาคารกองบังคับการ กรมพลาธิการทหารเรือ สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2564 และส่งมอบอาคารเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ปัจจุบันกำลังพลได้เข้าปฏิบัติงานแล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหว เจ้ากรมพลาธิการทหารเรือได้รายงานว่าอาคารดังกล่าวมีอาการสั่นไหว แต่ไม่พบร่องรอยความเสียหาย เช่น รอยร้าว เนื่องจากอาคารมีความสูงเพียง 3 ชั้น และเป็นการก่อสร้างในแนวกว้าง ไม่ใช่แนวสูง
อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจ กองทัพเรือได้สั่งการให้กรมช่างโยธาทหารเรือเข้าตรวจสอบอาคารอีกครั้งอย่างละเอียด โดยครอบคลุมถึงอาคารทั้งหมดของกองทัพเรือ และอาคารโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพเรือด้วย
ทั้งนี้ กองทัพเรือให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง และจะดำเนินการตรวจสอบโครงสร้างอาคารอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าอาคารทุกหลังมีความมั่นคงและปลอดภัย
>> นายกฯ เตรียมเดินทางไป จ.บุรีรัมย์ มอบนโยบายบริหารราชการ ขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัด
16.25 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางไป จ.บุรีรัมย์ ช่วงเช้าวันที่ 3 เมษายน 2568 เพื่อมอบนโยบาย “โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการบริหารราชการระหว่างภูมิภาคและท้องถิ่น” บูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัด ณ ห้องประชุมของสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อำเภอเมืองบุรีรัมย์
โดย นายกฯ จะเยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงมหาดไทย ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้แนวทางนโยบาย 5 ด้าน พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแบบบูรณาการระหว่างภูมิภาคและท้องถิ่น รวมถึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล
จากนั้น ในช่วงเที่ยง นายกฯ จะเดินทางกลับมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้การต้อนรับนายดาโซ เซริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน ในเวลาประมาณ 13.00 น. และนายนเรนทร โมที นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดีย เวลาประมาณ 15.00 น. ก่อนร่วมการประชุม บิมสเทค ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ต่อไป
>> แผ่นดินไหวขนาด 3.1 จ.แม่ฮ่องสอน
16.49 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.1 ที่ระดับความลึก 1 กิโลเมตร บริเวณตำบลถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน สาเหตุเกิดจากการเลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนเวียงแหง ที่มีทิศทางการวางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ มีการเลื่อนตัวแบบรอยเลื่อนปกติ (Normal fault) เครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในพื้นที่ตำบลถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน
>> ระดมกวาดล้างก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2568 ตามรวบผู้ต้องหาตามหมายจับคดีอาชญากรรมออนไลน์
17.00 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 12 ราย รวม 13 หมายจับ
สืบเนื่องจากห้วงระดมกวาดล้างอาชญากรรม เป้าหมายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน และบุคคลตามหมายจับ ในระหว่างวันที่ 21-30 มีนาคม 2568 ทาง ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล. ได้จับกุม ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล ในข้อหา 1.ฉ้อโกงประชาชน 2.นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ และ 3.เปิดบัญชีม้าฯ ตาม พรก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผู้ต้องหาจำนวน 12 ราย รวม 13 หมายจับ
จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวได้มีพฤติการณ์รับจ้างเปิดบัญชีม้าให้กับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ฝั่งประเทศกัมพูชา และถูกนำบัญชีเหล่านี้ไปใช้ในการหลอกลวงประชาชนทั่วทั้งประเทศ พบว่ามีผู้เสียหายได้เข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตามพื้นที่ต่างๆ จนกลุ่มผู้ต้องหานั้นได้หลบหนีจากภูมิลำเนาเดิม จากการข่าวมักจะมาหลบซ่อนและประกอบอาชีพรับจ้างในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้สืบสวนหาข่าว และเข้าทำการจับกุมในช่วงระดมที่ผ่านมา
โดยผู้ต้องหาทั้งหมดได้รับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมว่า ได้รับจ้างเปิดบัญชีม้าให้กับขบวนการคอลเซ็นเตอร์จริง บางรายได้ข้ามไปทำงานที่ฝั่งประเทศกัมพูชากับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ แต่เมื่อบัญชีถูกอายัดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ทำการข้ามกลับมายังประเทศไทยและมีพฤติการณ์หลบหนีคดีตามที่ได้แจ้งมาข้างต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย
>> ชายร่างท้วม ใช้อาวุธปืนจ่อยิงประชาชนบาดเจ็บสาหัส ก่อนหลบหนี ตร.เร่งสอบสวนหาสาเหตุและติดตามจับกุม
19.15 น. ได้รับแจ้งจากตำรวจภูธร จ.นราธิวาส มีเหตุ ประชาชนถูกยิงได้รับบาดเจ็บมารักษาตัวที่ รพ.เจาะไอร้อง จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบผู้บาดเจ็บ 1 ราย ทราบชื่อต่อมา คือ นายคอยรูดีน อายุ 34 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิด มีแผลที่บริเวณขาซ้ายจำนวน 2 นัด
จากการสอบถามทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.20 น. นายคอยรูดีนฯ ได้ออกจากบ้านไปหาปลาบริเวณทุ่งนา ม.1 ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง จว.นราธิวาส จากนั้นมีชายลักษณะร่างท้วม เดินมาใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดยิงใส่
นายคอยรูดีนฯ จึงได้วิ่งหนีไปขอความช่วยเหลือจากน้องชายและถูกนำตัวส่ง รพ.เจาะไอร้อง ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนของ สภ.เจาะไอร้อง
>> คนร้ายลอบขว้างไปป์บอมบ์ ใส่รถหุ้มเกราะทหาร โชคดีไร้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ในพื้นที่ อ.แว้ง จ.นราธิวาส
21.00 น. รับแจ้งว่าเกิดเหตุ คนร้ายลอบขว้างไปป์บอมบ์ รถหุ้มเกราะ ชป.4 ร้อย.ร.ที่ 4 ขณะกำลังเดินทางกลับจากการลาดตระเวนพื้นที่
จุดเกิดเหตุ บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านไม้ฝาด อ.แว้ง จ.นราธิวาส ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขณะนี้กำลังพลกลับถึงฐานอย่างปลอดภัยแล้ว
>> เพลิงไหม้เศษวัสดุ ภายในอาคารอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ย่านถนนราชวิถี
21.56 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นอาคารอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 4 ชั้น ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้น 4 เพลิงลุกไหม้เศษวัสดุ เศษไม้ ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของอาคาร พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 5 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก สะเก็ดไฟจากการตัดเหล็ก ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยพญาไท
>> ลุ้นปาฏิหาริย์ จะมีจริงหรือไม่ เจ้าหน้าที่พบสัญญาณตอบรับใต้ซากตึก สตง. ระดมทีมค้นหา
23.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน เจ้าหน้าที่ส่งทีมกู้ภัยเร่งระดมค้นหา หลังได้ยินเสียงตอบรับจากในพื้นที่โซน B เจ้าหน้าที่ได้ส่งสัญญาณให้กู้ภัยด้านนอกหยุดการเคลื่อนไหว และหยุดส่งเสียงดัง กว่า 10 นาที หลังพบสัญญาณตอบรับจากผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารถล่ม เป็นสัญญาณที่คุยตอบโต้ได้ดีมาก
เร่งส่งทีมกู้ภัย จากหลายหน่วยรวมกว่า 48 ชีวิตเข้าไประดมค้นหาในจุดดังกล่าว หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป
>> ยังไม่ละความพยายาม เร่งเปิดแผ่นปูน แผ่นสองเพื่อหาโพรงที่เข้าถึงตัวผู้ประสบภัยให้ได้
01.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ทีมกู้ภัยไทยและต่างประเทศ ยกแผ่นปูนแผ่นแรกได้แล้ว แต่ยังไม่พบโพรง แต่ยังไม่ละความพยายามเร่งเปิดแผ่นปูน แผ่นสองเพื่อหาโพรงเข้าถึงตัวผู้ประสบภัยให้ได้
ซึ่งรายงานจากกองอำนวยการล่าสุด เตรียมรถพยาบาลแตนบายรอด้านใน หากพบผู้บาดเจ็บจะส่งทีมพยาบาลเข้าช่วยเหลือโดยด่วนทันที
ตอนนี้เจ้าหน้าที่ทุกคนลุ้นมากว่าจะเจอโพรง ในจุดนี้หลังได้ยินเสียงตอบรับจากผู้ที่คาดว่ายังมีชีวิตอยู่ในพื้นที่โซน B
>> เพลิงไหม้บนอาคาร ย่านซอยวุฒากาศ 8 ชั้นดาดฟ้าเสียหายวอด
01.09 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ตรงข้ามซอยวุฒากาศ 8 ถนนวุฒากาศ แขวงตลาดพลู เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัยและจำหน่ายเครื่องมือช่าง ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นดาดฟ้า เพลิงลุกไหม้ชั้นดาดฟ้าที่ดัดแปลงเป็นศาลเจ้าจีน พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 40 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้ ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากเพลิงลุกไหม้เสียหายทั้งหมด ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยตลาดพลู
4 เมษายน 2568
4 เมษายน 2568