วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 13:19 น.
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แถลงข่าวจับกุมและตรวจยึดตู้เคธี่ปันสุขK4 และร่วมกันจับกุม นางสาวเร(นามสมมุติ) อายุ 45 ปี และนางสาวพอ(นามสมมุติ) อายุ 30 ปี พร้อมตรวจยึดของกลางจำนวน 413 รายการ รวมมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 50 ล้านบาท
โดยมีทรัพย์สินที่ตรวจยึดที่น่าสนใจดังนี้
1.รถยนต์ จำนวน 11 คัน
- รถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น อัลพาร์ด จำนวน 2 คัน
- รถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิ้ลยู จำนวน 6 คัน
- รถยนต์ยี่ห้อซูซุกิ จำนวน 1 คัน
- รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อฮาวาลจำนวน 1 คัน
- รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อเนตะ จำนวน 1 คัน
2.ตู้เติมเงินเคธี่ปันสุข จำนวน 258 ตู้
3.กระเป๋าแบรนด์เนม จำนวน 4 ใบ
4.เครื่องประดับ จำนวน 28 รายการ
5.ที่ดินในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี จำนวน 4 แปลง
6.สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร จำนวน 20 เล่ม
7.สมุดเช็ค จำนวน 14 เล่ม
8.คอมพิวเตอร์/โน๊ตบุ๊ค จำนวน 20 เครื่อง
9.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 16 เครื่อง
10.เอกสารต่างๆ จำนวน 42 รายการ
11.เงินสด จำนวน 150,000 บาท
โดยแจ้งข้อหา“ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน”
สืบเนื่องจากเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ผู้เสียหายจำนวน 61 ราย ได้เข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีกับบริษัท ปันสุข555 จำกัด และบริษัท เคโฟร์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ซึ่งมีนางสาวเร และนางสาวพอ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ มีพฤติกรรมชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนธุรกิจซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในนามซิมการ์ดโทรศัพท์ระบบเติมเงิน ชื่อ “Sim K4” และตู้เติมเงินชื่อ “ตู้เคธี่ปันสุข” ให้บริการเติมเงินโทรศัพท์ เติมเงินวอลเล็ต ชำระบิลค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า โดยเสนอแพ็คเกจ เมื่อลงทุน 50,000 บาท จะได้รับผลตอบแทนสูงสุด 150,000 บาท ภายในระยะเวลา 500 วัน คิดเป็นร้อยละ 219 ต่อปี และมีการขยายศูนย์ตัวแทนจำหน่ายไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อจัดการอบรมสัมมนาชักชวน ซึ่งหากสมาชิกสามารถแนะนำชักชวนดีลเลอร์หรือสมาชิกใหม่จะได้รับส่วนแบ่งสูงสุดถึงร้อยละ 50 ของค่าสมัคร โดยผู้ที่สนใจลงทุนต้องสมัครสมาชิกผ่านเว็บไซต์ และมีรูปแบบการโอนเงินลงทุนผ่านระบบคิวอาร์โค้ด ซึ่งในช่วงแรกผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจริง ทำให้มีผู้หลงเชื่อร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก
ต่อมาช่วงเดือนตุลาคม 2567 สมาชิกเริ่มไม่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน จึงได้พยายามติดตามทวงถาม แต่ผู้ต้องหาได้บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ผู้เสียหายจึงได้รวมตัวกันมาร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา มูลค่าความเสียหายเป็นเงินจำนวน 27,557,701 บาท
จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงเกินกว่าที่สถาบันการเงินตามกฎหมายพึงจะจ่ายได้ อีกทั้งธุรกิจตู้เติมเงินเคธี่ปันสุขนั้น เมื่อตรวจสอบพบว่าไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจระบบชำระเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาใช้วิธีรับเงินลงทุนและจ่ายผลตอบแทนผ่านระบบเพย์เมนต์เกตเวย์ พบเงินหมุนเวียนในบัญชีบริษัทผู้ต้องหากว่า 400 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่านางสาวเร มีการยักย้ายถ่ายโอนแปรสภาพเงินเป็นทรัพย์สินต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ
กระทั่งวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้เปิดปฏิบัติการ “ตัดวงจรแชร์ลูกโซ่ตู้เติมเงินเคธี่ปันสุข K4” ทำการตรวจค้นจำนวน 4 จุด ในพื้นที่ เขตคันนายาวและเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร และจับกุมผู้ต้องหาได้ แต่จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้งสองราย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
27 กุมภาพันธ์ 2568
เพจดังเตือน! ไข้อีดำอีแดงระบาด แนะ หากพบโรงเรียนต้องหยุดเรียน
27 กุมภาพันธ์ 2568
ตัดวงจรแชร์ลูกโซ่ ตู้เติมเงินเคธี่ปันสุข K4 ยึดอายัดทรัพย์กว่า 50 ล้านบาท
27 กุมภาพันธ์ 2568
เพจดังเตือน! ไข้อีดำอีแดงระบาด แนะ หากพบโรงเรียนต้องหยุดเรียน
27 กุมภาพันธ์ 2568
ตัดวงจรแชร์ลูกโซ่ ตู้เติมเงินเคธี่ปันสุข K4 ยึดอายัดทรัพย์กว่า 50 ล้านบาท