หน้าแรก > อาชญากรรม

เปิดปฏิบัติการ รวบแก๊งฟอกเงินมังกรเทา พบถอนเงินสดกว่า 2,000 ล้านบาท

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 12:44 น.


พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พร้อมด้วย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) แถลงเปิดปฏิบัติการ รวบแก๊งฟอกเงินมังกรเทา พบถอนเงินสดกว่า 2,000 ล้านบาท จับกุมผู้ต้องหา 10 ราย แจ้งความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ฯ ,ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่

โดยเมื่อประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 ได้มีผู้เสียหาย ซึ่งต้องการหางานทำเพื่อหารายได้พิเศษ ได้พบโพสต์ประกาศว่าเป็นการทำงานพิเศษเสริมรายได้จึงหลงเชื่อ เนื่องจากได้รับเงินจากการทำงานจริงเป็นจำนวนหลายครั้ง จากนั้นคนร้ายเริ่มชักชวนให้ผู้เสียหายทำกิจกรรมพิเศษต่างๆ โดยให้ผู้เสียหายนำเงินมาลงทุนก่อน โดยมีผลตอบแทนประมาณ 30%-50% ผู้เสียหายหลงเชื่อร่วมลงทุน กระทั่งระยะหลังไม่สามารถถอนเงินออกได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกหลอกลวง จึงแจ้งความ

จากการสืบสวนของ ตำรวจ บก.ปอท. พบว่าคนร้ายมีการทำเป็นขบวนการ ผู้ร่วมขบวนการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีการรับโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารต่างๆ ก่อนจะแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดถอนออกจากบัญชี โดยจากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียหายที่ถูกหลอกในลักษณะเดียวกันอีกประมาณ 60 ราย มูลความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องขอออกหมายจับต่อศาลอาญา โดยออกหมายจับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง32 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มบัญชีม้าคนไทย 10 ราย, กลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน 2 ราย, กลุ่มขบวนการที่มีการฟอกเงิน 20 ราย (ชาวไทย 1 ราย, ชาวจีน 14 ราย, ชาวเกาหลี 5 ราย)

ต่อมาในห้วงวันที่ 11-14 ก.พ.2568 ได้มีการสนธิกำลังกัน เปิดปฏิบัติการ “ทลายแก๊งฟอกเงินมังกรเทา” โดยเข้าทำการตรวจค้น/จับกุม กลุ่มผู้ร่วมขบวนการการกระทำความผิดดังกล่าว เข้าตรวจค้นจำนวน 20 จุด 8 จังหวัด โดยแบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ 7 จุด, จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 5 จุด, จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 3 จุด, จังหวัดสระแก้ว จำนวน 1 จุด , จังหวัดปราจีนบุรีจำนวน 1 จุด, จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 1 จุด จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 1 จุด และจังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 1 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 10 ราย ได้แก่ สมาชิกแก๊งฟอกเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทยจำนวน 5 ราย และเจ้าของบัญชีม้าที่ใช้ในการกระทำความผิด จำนวน 5 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินต่างๆ รวม 210 รายการ เช่น คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, สมุดบัญชี, รถยนต์ /รถจักรยานยนต์, เงินสด, โฉนดที่ดินบ้าน/คอนโด, นาฬิกาหรู, กระเป๋าแบรนด์เนมและทรัพย์สินมีค่าต่างๆ รวมมูลค่ากว่า 14 ล้านบาท

ในการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าทำการตรวจค้นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเชื่อว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าวได้ทำการฟอกเงินซื้อทรัพย์สิน และอสังหาริมทรัพย์ โดยเป็นบ้านหรูและคอนโดหรู ทรัพย์สินมีค่า อาทิเช่น นาฬิกาหรู กระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับ มูลค่ารวมทั้งหมดกว่า 440 ล้านบาท

จากการการสอบถามผู้ต้องหา คือ นส. เอ (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นตัวการฟอกเงินในประเทศไทย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ให้การรับว่า เมื่อปี พ.ศ.2562 ตนเคยทำหน้าที่เป็นล่ามและไกด์พาเที่ยวให้กับชาวจีน ต่อมาปี พ.ศ.2566 รู้จักกับชายชาวจีน และคบหาเป็นแฟน และได้ร่วมกับแฟนหนุ่มรับเหรียญดิจิทัลจากลูกค้ากลุ่มจีนเทาต่างๆ ที่ต้องการใช้เงินในประเทศไทย จากนั้นได้นำเหรียญดิจิทัลมาขายและนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยนำส่งให้กับกลุ่มจีนเทาตามคำสั่ง โดยจะได้ค่าบริการ 0.03% - 0.05% ของยอดเงิน

โดยจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของแก๊งนี้ พบว่ามีการรับเงินดิจิทัลสกุล USDT จำนวนประมาณ 187 ล้านเหรียญ USDT (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 6,500 ล้านบาท) มีการถอนเงินสดเป็นเงินไทยประมาณ 2,900 ล้านบาท และยังมีการนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม